ผลกระทบจากการกล่าวโทษเหยื่อ

การถูกกล่าวโทษสามารถสร้างผลกระทบที่รุนแรงมากต่อคนที่เป็นเหยื่อของการข่มขืนเหยื่อจะประสบกับความสูญเสียทางความปลอดภัยของตนเอง สูญเสียการควบคุมตนเองและเกิดความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในจิตใจเพราะว่าการถูกกระทำทางเพศมันคือการกระทำที่ฝืนและทำลายอีกฝ่ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อเกิดการลวงละเมิดและถูกกระทำโดยความรุนแรง เหยื่อทุกคนต่างได้รับความรู้สึกแย่ที่ส่งผลแตกต่างกันออกไป “บุคคลนั้นย่อมประสบกับความละอายหลังจากถูกกระทำทางเพศ ยิ่งในเด็ก พวกเขามักจะโทษตัวเองเวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” เบเวอร์ลี่ เอ็นเจล นักบำบัดด้านการสมรสและครอบครัวจากโลสโอโซส แคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวไว้ “พวกเขาจะโทษตัวเอง ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในความผิดอะไรเลยนั่นเป็นวิธีการทำงานทางจิตของเด็ก” อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่เองก็ประสบกับความละอายได้ไม่ต่างจากเด็กและมีหลายๆคนที่ถูกทำร้ายมาและถูกกล่าวโทษต่อโดยสังคมกับความเจ็บปวดที่พวกเขาอดทนมานานและมันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การกล่าวโทษเหยื่อเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ส่งผลทางตรงต่อความเจ็บปวดทางจิตใจในคนที่พยายามก้าวผ่านอุปสรรคที่ได้พบมาจากการถูกข่มขืน ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวอีกว่าปัญหาที่เกี่ยวกับด้านจิตใจนั้นมักจะก่อให้เกิดปฏิกริยาตื่นตัวทันทีทันใดแก่ผู้ที่เป็นเหยื่อเมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องที่ตนเองพบเจอ พวกเขาจะมีปฏิกริยาที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากๆ นั่นทำให้การพูดเปิดใจในเรื่องการถูกกระทำเป็นเรื่องยาก ไม่สามารถพูดถึงอารมณ์และจิตใจของตนที่แปรปรวนได้และยังทำให้คนๆนั้นไม่กล้าที่จะเข้าไปรับการรักษาในโรคซึมเศร้าและสภาวะความเครียดที่ส่งผลจากการถูกกระทำอีกด้วย มีการศึกษาโดยนักวิจัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการนั่งฟังเหยื่อทั้งหมด 8 คน และสามารถจับจุดได้ว่าพวกเขาจะหยุดเปิดเผยเรื่องราวของตนเองหากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ 1) การแสดงท่าทีที่ติดลบของผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ให้คำปรึกษาทำให้เหยื่อสงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปมันถูกต้องแล้วหรือไม่2) ปฏิกิริยาที่ไม่ดีจากทางบ้าน ครอบครัว เพื่อน ทำให้เหยื่อรู้สึกละอายและโทษตนเองกับเรื่องที่เกิดขึ้น3) ความเคลือบแคลงใจในตัวเหยื่อเอง ว่าสิ่งที่ตนได้ประสบมานั้นมันเข้าข่ายกับสิ่งที่เรียกว่า “การข่มขืน” หรือไม่เหยื่อต้องพบเจอสภาพแวดล้อมที่กดดันหลังจากผ่านเรื่องเลวร้ายมาได้ ซึ่งนั่นทำให้เหยื่อปรับตัวยากแต่มันจะยากขึ้นไปอีกถ้าพวกเขาได้เจอกับการกล่าวโทษในสังคม การกล่าวโทษเหยื่อทำให้ภาวะเครียดของคนๆนั้นย่ำแย่ลงไปอีก บวกกับไปซ้ำเติมความละอายใจ ทำให้คนๆนั้นถอยห่างออกจากความรู้สึกตนเองและทำให้ยากที่จะประติดประต่อมันกลับคืนมารวมถึงยากที่จะสานสัมพันธ์กับผู้ที่อยู่รอบข้างตนเองอีกด้วย #ThaiconsentIntern The Dangerous Effects of Victim-Blaming https://health.usnews.com/wellness/articles/2016-04-19/the-psychological-impact-of-victim-blaming-and-how-to-stop-it Victim Blaming

Why Do People Blame the Victim ?

ทำไมคนเราถึงโทษเหยื่อ ? ในปัจจุบันเราสามารถเห็นการโทษเหยื่อได้โดยทั่วไปในโซเชียลมีเดีย การพูดถึงเหยื่อในกรณีต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้น การตั้งคำถาม การตีตรา หรือการกล่าวโทษถึงเหยื่อนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมจริงหรือ เราสนใจผิดประเด็นไปหรือไม่ หากจะมุ่งไปสนใจว่าเหยื่อทำแบบนั้นทำไมหรือนำตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์นั้นทำไม เราควรไปสนใจที่ตัวผู้กระทำผิดดีกว่าไหม การกล่าวโทษเหยื่อมีที่มาจากการที่ไม่รู้ไม่สนใจอันเนื่องมาจากการที่คิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเรา ความใจแคบ หรือการที่รู้สึกว่าตนเองนั้นเหนือกว่าเหยื่อ การที่เรากล่าวโทษเหยื่อเป็นการทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่มีความสำคัญและเป็นการลดทอนความผิดของผู้กระทำความผิด การกระทำเหล่านี้ทำให้เหยื่อไม่ต้องการและไม่กล้าที่จะออกมาพูดหรือแจ้งความเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพวกเขา นอกจากนี้สาเหตุของการโทษเหยื่อเป็นเพราะยังมีความเชื่อที่ว่าโลกนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ ผู้คนดีๆ คนดีมักได้รับความดีตอบกลับ สิ่งดีๆ มักจะเกิดขึ้นกับคนดีๆ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ถูกสอนและปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก และการเชื่อว่าโลกนี้มีความยุติธรรม การเชื่อว่าการกระทำของตัวเราส่งผลต่อสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา แต่ถึงเราจะคิดว่าาเรื่องดีๆ มักเกิดกับคนดีหรือเรื่องร้ายๆ มักเกิดกับคนที่ไม่ดีแต่เราก็รับรู้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับคนทุกคนไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ดีก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือการทำความเข้าใจและตระหนักต่อโลกใบนี้อย่างผิวเผิน ดังนั้นการกล่าวโทษเหยื่อจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องกันตัวเองและเป็นการดำรงไว้ซึ่งความคิดและมุมมองที่ว่าโลกนี้ดี เพื่อปลอบใจตัวเองว่าเรื่องร้ายๆ จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือการลดทอนชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีหรือความสุขของผู้อื่นเพื่อตัวเราเองและทำให้คนที่กล่าวโทษเหยื่อรวมถึงคนที่ขาดการพิจารณามองไม่เห็นว่าความผิดเป็นของผู้กระทำความผิด ไม่ใช่เหยื่อ ผู้ที่มีประสบการณ์จากการถูกคุกคามทางเพศหรือผู้ที่ผ่านการถูกกระทำความรุนแรงทางเพศมานั้นจะรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของการถูกกล่าวโทษและตำหนิ ในความเป็นจริงแล้วการที่จะเกิดการตำหนิหรือกล่าวโทษเหยื่อนั้นอยู่ในจิตใจของมนุษย์และมีความยึดมั่นในความคิดนี้มากกว่าที่เราจินตนาการไว้เสียอีกเป็นเพราะว่าความคิดและการกระทำที่จะกล่าวโทษหรือตำหนิอาจจะถูกวางไว้ในจิตใจของมนุษย์ในระดับพื้นฐานอยู่แล้ว เราสามารถหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษผู้อื่นได้ โดยเพิ่มความเห็นใจ ใส่ใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น หากคุณเคยเป็นคนที่เคยกล่าวโทษผู้อื่น คุณสามารถหยุดการกระทำนี้ได้ หากเราพิจารณาและมีเหตุผลอย่างแท้จริงจะรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งร้ายๆ ที่เกิดขึ้นและอาจคิดได้ว่าท้ายที่สุดเหตุการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับตัวเอง #ThaiconsentIntern https://www.psychologytoday.com/us/blog/supersurvivors/201803/why-do-people-blame-the-victim

วัฒนธรรมการโทษเหยื่อในห้วงประวัติศาสตร์โลก

การโทษเหยื่อ (Victim Blaming) เป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อยในกรณีความรุนแรงทางเพศสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการข่มขืน (Rape Culture) ที่สามารถพบเจอได้ทั่วทุกมุมโลก เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาโดยฉับพลันทันใดแต่มีลักษณะที่เป็นพลวัตขยับไปมาตามช่วงเวลาที่เปลี่ยน ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (socialization) ที่ส่งผ่านกันมาเรื่อยๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ลูกได้รับจากพ่อ-แม่ ในขณะเดียวกัน พ่อและแม่ก็ได้รับจากปู่-ย่า-ตา-ยาย ดังนั้นเมื่อวัฒนธรรมเป็นผลพวงของการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นแล้วการโทษเหยื่อในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมก็เช่นกัน มันมีที่มาที่ไป… ย้อนกลับไปเมื่อ 4000 ปีที่แล้ว สมัยบาบิโลนโบราณ (The ancient Babylon) มีการใช้ชุดกฎหมายกว่า 3000 ข้อ ปกครองดินแดนเมโสโปเตเมีย กฎหมายชุดนี้มีชื่อว่า ‘ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi)’ หากยังนึกไม่ออกให้ลองนึกถึงประโยค ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ซึ่งเป็นกฎข้อหนึ่งในชุดกฎหมายดังกล่าว กฎหมายชุดนี้ได้กำหนดกฎระเบียบต่างๆในสังคม ไล่ตั้งแต่ระดับการลงโทษของคนแต่ละชนชั้นไปจนถึงข้อกำหนดที่ว่า เราควรจ่ายเงินให้คนขับวัวเท่าไหร่ดี นอกจากนี้กฎหมายชุดนี้ยังพูดถึงผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศไว้ด้วยเช่นกัน ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีระบุไว้ว่า ผู้หญิงพรหมจรรย์เป็นทรัพย์สมบัติของบิดา หากเธอโดนข่มขืนให้ประหารคนข่มขืน (the rapist) เธอเสีย ข้อกำหนดดังกล่าวดูเหมือนจะก้าวหน้าและมีบทลงโทษรุนแรงแต่อย่าลืมไปเสียว่าผู้หญิงถูกปฏิบัติในฐานะที่เป็นทรัพย์สมบัติของผู้ชาย นอกจากนี้หากเธอโดนล่วงละเมิดทางเพศในขณะที่แต่งงานแล้ว กฎหมายดังกล่าวระบุว่าเธอจะต้องถูกประหารชีวิตพร้อมกับคนที่ข่มขืนเธอ ด้วยการมัดแล้วจับถ่วงน้ำโดยมิจำเป็นต้องพิจารณาถึงความยินยอมพร้อมใจ (consent) ของเธอเลย มาดูสมัยใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย……

What is Victim Blaming ?

การโทษเหยื่อคืออะไร ? คุณรู้จักคำว่า Victim Blaming ดีแค่ไหน การโทษเหยื่อคืออะไรคุณเป็นส่วนหนึ่งในการโทษเหยื่อหรือเป็นผู้ที่ถูกกล่าวโทษอยู่หรือเปล่าและหากคุณเคยประสบกับคำกล่าวโทษหรือตำหนิ คุณรู้ตัวหรือไม่ว่าคุณกำลังตกเป็นเหยื่อ คำว่า Victim Blaming มักจะใช้ในบริบทของการข่มขืนหรือการคุกคามทางเพศแต่ก็สามารถใช้ในอาชญากรรมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การฆาตกรรม การลักพาตัว และการโจรกรรมเมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้นผู้คนมักพุ่งความสนใจไปที่เหยื่อมากกว่าผู้กระทำความผิดโดยผู้คนมักจะคาดเดาและตั้งคำถามถึงสิ่งที่เหยื่อควรจะทำเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นกับตน ผู้คนมักคิดว่าเหยื่อจะต้องมีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปหรือมีทางเลือกอื่นๆเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดอาชญากรรมหรือเหตุการณ์ร้ายๆ สถานการณ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นการตำหนิเหยื่อ เช่น การตำหนิเหยื่อที่ถูกข่มขืนว่าแต่งตัวยั่วยุการตั้งคำถามว่าเหยื่อแต่งตัวอย่างไรในเวลาเกิดเหตุ หรือในบางกรณีที่เหยื่อเมา การบอกว่าเหยื่อปล่อยให้ตัวเองเมาเกินไปก็เป็นการตำหนิเหยื่อเช่นกัน การโทษเหยื่อบางครั้งไม่ได้โจ่งแจ้งนัก อาจเป็นคำพูดที่แฝงการตำหนิไว้โดยนัยและการโทษเหยื่ออาจเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจและอาจจะไม่ทันคิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือการโทษเหยื่อ เวลาที่เกิดอาชญากรรมขึ้นแล้วคิดว่า “ ถ้าเป็นฉัน ฉันจะระวังตัวเองให้มากกว่านี้ “ “ ถ้าเป็นฉันฉันจะป้องกันตัวเองด้วยวิธีต่างๆ “ หรือ “ สิ่งนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉัน “ คำพูดเหล่านี้คือการโทษเหยื่อและผู้พูดอาจจะพูดโดยที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะโทษเหยื่อ นอกจากคำพูดหรือคำถามที่แฝงไว้ด้วยการตำหนิเหยื่อแล้วยังมีอย่างอื่นที่ก่อให้เกิดการโทษเหยื่ออีกด้วย เช่น การสอนให้เด็กผู้หญิงระวังตัวเอง การสอนให้เด็กผู้หญิงรู้จักรักนวลสงวนตัว สิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังแก่เด็กผู้หญิงมาทุกยุคทุกสมัยและเมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้นผู้คนจะมุ่งไปสนใจที่ตัวเหยื่อและคิดว่าเหยื่อไม่ได้ปกป้องตัวเองมากพอแทนที่จะไปสนใจที่ผู้กระทำผิด และเมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้นไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงใดๆ ก็ตาม ผู้คนมักจะมุ่งความสนใจไปที่เหยื่อมากกว่าผู้กระทำความผิด ไม่ว่าเหตุการณ์ร้ายๆ จะเกิดขึ้นกับใครก็ไม่มีใครสมควรถูกกล่าวโทษทั้งนั้น สิ่งที่เราควรกล่าวหาความผิดควรเป็นผู้กระทำความผิดไม่ใช่เหยื่อและหากคุณรู้ตัวว่าพฤติกรรมของคุณเข้าข่ายการกล่าวโทษหรือตำหนิเหยื่อ จงหยุดพฤติกรรมเหล่านั้นและโปรดส่งต่อความรู้ความเข้าใจต่อบุคคลอื่นเพื่อช่วยกันลดและป้องกันการโทษหรือตำหนิเหยื่อ #Thaiconsentintern https://www.goodtherapy.org/blog/psychpedia/victim-blaming

ทำไมมุกตลกข่มขืนถึงไม่ตลก

มีสองเรื่องง่ายๆ ที่อยากให้เข้าใจ 1) ผู้กระทำผิดคิดอะไรอยู่ การละเมิดทางเพศส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้าที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา แต่เกิดจากคนรู้จัก/ใกล้ชิด และพวกเขามักตัดสินใจละเมิดอย่าง “มีเหตุผลเข้าข้างตัวเอง” มารองรับเช่น มองว่าอีกฝ่ายไม่ได้ปกป้องตัวเองมากพอจึงเป็นสาเหตุ (ละเมิดคนเมา/ละเมิดคนนุ่งสั้น/ละเมิดคนที่เดินในซอยเปลี่ยว) มองว่าอีกฝ่ายจะต้องชอบตัวเองในท้ายที่สุด (ในคนที่กำลังจีบกัน/ในคนที่มั่นใจในสถานะของตัวเองมากๆ เช่น มีฐานะ มีอิทธิพล หรือมีหน้าตาที่ดี) มองว่าอีกฝ่ายเป็นสาเหตุของการตัดสินใจ (ต้องการแก้แค้น/มองว่าอีกฝ่ายยั่วก่อน/มองว่าอีกฝ่าย) มองว่าสถานการณ์บังคับให้ตนต้องตัดสินใจเช่นนั้น (ตัวเองไม่มีสติ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้) ใช้โครงสร้างทางอำนาจหรือความสัมพันธ์ ขู่ให้กลัวว่าถ้ามีปัญหากัน เรื่องอื่นๆของเหยื่อจะพังทลาย (ครูลวนลามนักเรียน/สามีฝืนใจภรรยา/เจ้านายกับลูกน้อง/รุ่นพี่รุ่นน้อง/เพื่อนกับเพื่อน/ญาติ/โค้ชกับนักกีฬา/ฯลฯ) มีน้อยเหลือเกินที่จะเป็นคนแปลกหน้าโรคจิต คนละเมิดส่วนมากเชื่อว่า “ตนเองทำสิ่งนี้ได้ เพราะอีกฝ่ายเป็นสาเหตุในการตัดสินใจให้ตนทำแบบนี้”   2) เมื่อถูกละเมิดแล้วมีอุปสรรคอะไร กระบวนการยุติธรรมไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากในตัวเองขนาดนั้น และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คนที่ตัดสินใจเข้าแจ้งความหรือต่อสู้จำนวนมากได้เปลี่ยนทัศนคติจากผู้ถูกกดขี่เป็นผู้ที่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง สิ่งนี้เป็นหัวใจของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ขัดขวางการก้าวข้ามกลับเป็น “ความกังวลของคนรอบข้าง” ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า คนที่ถูกละเมิดมักเลือกปรึกษาเพื่อนหรือคนรู้จักก่อนเป็นอันดับแรก โดยปกติแล้วเพื่อนหรือคนรู้จักย่อม “ไม่มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม” และใช้ common sense ในการแนะนำ ทั้งนี้ common sense ของคน มาจากสื่อที่เสพ มาจากสิ่งที่สังคมเชื่อ…

เราช่วยป้องกันการละเมิดได้อย่างไร?

เชื่อหรือไม่ว่าเหยื่อหลายคนรอดมาได้เพราะคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย “ก่อนเกิดเหตุ” เราขอแนะนำให้คุณรู้จักวิธีป้องกันการล่วงเกินทางเพศทีเรียกกันว่า “Bystander Intervention”

พ่อแม่จะสนับสนุนลูกได้อย่างไร ?

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เราดีใจที่คุณอยู่ตรงนี้! เราเข้าใจว่าการเตรียมการช่วยเหลือคนที่เรารักเผชิญกับสิ่งที่ตามมามันยากเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ และเราขอขอบคุณที่คุณอยู่ตรงนี้เพื่อพวกเขา

ในผู้ชายล่ะ ?

“ผู้ชายไม่เจอหรอก” คุณอาจเคยพูดประโยคพวกนี้ก็ได้

เซ็กซ์ตอนเมา?

ความสัมพันธ์คลุมเครือแบบนี้นี่มันอะไร??? มาดูกันดีกว่าว่าเมาแล้วเป็นอะไรได้บ้าง