เข้าใจการละเมิดในผู้ชาย

“ผู้ชายไม่โดนหรอก” คุณอาจเคยพูดประโยคพวกนี้ก็ได้

เรามักจะคิดว่าผู้ชายเป็นกลุ่มที่จะไม่โดนล่วงละเมิดทางเพศ เพราะสังคมมองว่าความเป็นชายคือการมีพละกำลังและความต้องการทางเพศ ..ผู้ชายที่ถูกละเมิดก็คิดแบบนี้เช่นกัน พวกเขาจึงเก็บเรื่องพวกนี้ไว้กับตัวเองและคิดว่ามันไม่เกิดขึ้นกับคนอื่น

“ผู้ชายไม่โดนหรอก” “คนแมนๆที่ไหนจะปล่อยให้ตัวเองโดนแบบนั้น” “เขาก็ดูยังโอเคดีนี่นา”
ถ้าลองนึกดูดีๆ.. คุณอาจเคยพูดประโยคพวกนี้

ผู้ถูกละเมิดอาจถูกกดดันให้ปิดปากเงียบเนื่องจากความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม ในบางกรณี ผู้คนรอบตัวไม่แม้แต่จะเชื่อว่าเขาโดนละเมิดจริงๆด้วยซ้ำ ในกรณีของผู้ชายอาจถูกซ้ำเติมด้วยการตั้งคำถามถึง”ความเป็นชายแท้” หรือถูกมองว่าเขาต้องการมีปฏิสัมพันธ์ทางเพศอยู่แล้ว

มายาคติพวกนี้น่าจะเคยผ่านตาทุกคนมาแล้วโดยเฉพาะผู้ถูกละเมิด ความเข้าใจผิดๆเหล่านี้เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการทำความเข้าใจและเยียวยา ถ้าเราอยากให้พวกเขากล้าและได้รับการช่วยเหลือ..เราก็ต้องร่วมกันเปลี่ยน

มาเช็คประเด็นสำคัญกันก่อน :

  1. ผู้ชายทุกคนถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ ไม่เกี่ยวว่าจะแมนมากน้อยขนาดไหน
  2. เมื่อมีอาการตอบสนองต่อการถูกกระตุ้นทางเพศ ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกละเมิดอยากให้มันเกิดขึ้น และหากมันเกิดขึ้นจากการละเมิด ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นความผิดที่เขาต้องรับผิดชอบ
  3. การล่วงละเมิด ทำร้ายคนทุกเพศ
  4. ผู้กระทำอาจเป็นคนที่มีเพศใดก็ได้
  5. รสนิยมทางเพศของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นเดียวที่เราควรโฟกัสคือ คนคนหนึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ และมันไม่ควรเกิดกับใครเลย
  6. บางครั้งคนที่ลงมือก็เป็นผู้หญิง ผู้ชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่คน “โชคดี” พวกเขาไม่โอเคกับมัน
  7. บางครั้งสังคมก็มีภาพจำที่ผิด ว่าผู้ชายที่เคยถูกละเมิดมักมีปม นำไปสู่การละเมิดคนอื่นต่อ แต่จริงๆแล้วคนส่วนมากที่เคยถูกละเมิดไม่ได้ทำอย่างนั้น

 

ความเชื่อผิดๆ ข้อ  1 – แมน vs ไม่แมน, คนแมนๆไม่ถูกละเมิด

คนทุกคนในวัฒนธรรมที่เชิดชูความเป็นชายล้วนซึมซับคำพูดประมาณว่า “ผู้ชายไม่ถูกข่มขืนหรอก” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร มันส่งผลให้เราเชื่อลึกๆด้วยว่าคนที่ถูกข่มขืนนั้นไม่มีความเป็นชาย สังคมของเราคาดหวังให้ผู้ชายทุกคนปกป้องตัวเองได้ทั้งในเชิงอารมณ์และร่างกาย เราเรียกคุณลักษณะเหล่านี้ว่า “ความแมน”

แต่ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับความหมายของคำว่า “แมนๆ” หรือไม่ ความแมนนี่แหละที่ทำร้ายผู้ถูกละเมิด

โดยเฉพาะเมื่อการละเมิดเกิดขึ้นกับ “เด็กผู้ชาย” ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพและประสิทธิภาพในการจัดการความคิดแตกต่างจากผู้ใหญ่ พวกเขาอาจถูกเอาเปรียบจากคนที่มีอายุมากกว่า มีสถานะทางสังคมสูงกว่า (เช่น เจ้านาย โค้ช ครู รุ่นพี่ เพื่อนพ่อแม่ ฯลฯ) หรือถูกเงื่อนไขต่างๆบังคับให้ปฏิเสธได้ยาก (เช่น ให้ของขวัญ เสนอช่วยแก้ไขปัญหาทางบ้านเพื่อแลกกับการมีเพศสัมพันธ์)

เมื่อเกิดประสบการณ์ทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ พวกเขาอาจเก็บเงียบ

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่สามารถลดทอนคุณค่าความเป็นชายของพวกเขาได้ สถิติของสหรัฐอเมริการะบุว่าเด็กผู้ชาย 1 ใน 6 เคยถูกล่วงละเมิดก่อนอายุ 18 ปี เด็กผู้ชายเหล่านั้นสามารถเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีพลัง คุณอาจหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน  Other Guys Like Me ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีคนอีกหลายๆคนเคยประสบเรื่องเหล่านี้

สำหรับแนวโน้มในประเทศไทย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลระบุว่าการล่วงละเมิดทางเพศในผู้ชายมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น สังคมจึงควรเร่งสร้างความเข้าใจและสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้มากขึ้น

 comic3

ความเชื่อผิดๆ ข้อ  2 – หากร่างกายตอบสนองตอนที่ถูกละเมิด แปลว่าเขาชอบมัน ต้องการมัน เขาจึงต้องร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

“ผู้ชายน่ะ ถ้าถูกข่มขืนจะไม่มีอารมณ์ จู๋ไม่ตั้ง”

เคยได้ยินประโยคนี้ไหม?

ผู้ชายและเด็กผู้ชายหลายคนเชื่อคำพูดนี้ และพวกเขาจะรู้สึกแย่มากเมื่อร่างกายของตนแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในขณะที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่อันที่จริงแล้ว ผู้ชายอาจมีอวัยวะเพศที่แข็งและเสร็จในขณะที่ถูกละเมิดได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรงและเจ็บปวดมากๆ มันเป็นเพียงกระบวนการทางร่างกายและสมองทำงานเท่านั้น ผู้ลงมือละเมิดส่วนมากจะทราบเรื่องนี้ดีและใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการกระทำและบังคับให้ได้ทำ เช่น พูดว่า “ชอบล่ะสิ” “อย่าปฏิเสธไปเลย ร่างกายของนายตอบสนอง” “จะโกหกตัวเองทำไม”

แต่การแข็ง การรู้สึกเสียวระหว่างร่วมเพศ หรือการเสร็จ ไม่ได้แปลว่าพวกเขามีความสุขหรือต้องการมัน ผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะเด็กมักถูกเกลี้ยกล่อมให้เกิดความเชื่อที่ผิด จนนำไปสู่ความรู้สึกผิดบาปหรืออับอาย เกิดเป็นบาดแผลในจิตใจได้

ความเชื่อผิดๆ ข้อ  3 – ผู้ชายเสียใจน้อยกว่าผู้หญิง

การศึกษาส่วนมากพบว่าบาดแผลระยะยาวเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ความรุนแรงที่ได้รับขึ้นอยู่กับ เกิดอะไรขึ้นบ้าง ผู้กระทำเป็นใคร การล่วงละเมิดกินเวลานานขนาดไหน ต้องเก็บเป็นความลับขนาดไหน และเมื่อขอความช่วยเหลือมีคนเชื่อและช่วยเหลือเขาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อจิตใจมากกว่าเพศสภาพ

หลายคนเจ็บปวดจากการถูกเมินเฉย โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนที่ควรจะเชื่อเขาและช่วยเขาได้ การเมินเฉยนี้สร้างบาดแผลให้ทวีคูณขึ้นและมองหาความช่วยเหลือจริงๆได้ยากขึ้น

 

ความเชื่อผิดๆ ข้อ  4 – พวกที่ทำแบบนี้ส่วนมากคือพวกรักร่วมเพศ

ไม่มีสถิติระบุว่าการมีรสนิยมรักร่วมเพศจะชักนำไปสู่การละเมิดได้มากกว่าเพศอื่นๆ ในบทความนี้ย้ำหลายรอบว่ารสนิยมทางเพศไม่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ การล่วงละเมิดก็คือการล่วงละเมิด ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเพศ (But sexual abuse is not a sexual “relationship,” – it’s an assault.)

 

ความเชื่อผิดๆ ข้อ  5 – ผู้ชายที่ถูกผู้ชายละเมิดถูกทำให้เป็นเกย์ ถ้าตอนนี้ไม่เป็นก็ต้องเป็นในอนาคต

เรามีทฤษฏีที่หลากหลายในการอธิบายว่าพฤติกรรมทางเพศในคนคนหนึ่งจะพัฒนาอย่างไร แต่ผู้เชี่ยวชาญในด้าน Human Sexuality ไม่เชื่อว่าการล่วงละเมิดทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่จะมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพทางเพศ

ไม่มีหลักฐานดีๆ ระบุว่าเราสามารถ “เปลี่ยน” ให้ใครสักคนเป็นคนที่รักเพศเดียวกันหรือรักร่วมเพศ พฤติกรรมทางเพศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไม่มีคำตอบเดียวในการอธิบายว่าทำไมเขาจึงมีรสนิยมเช่นนั้น

ในผู้ชายที่ถูกละเมิด ไม่ว่าพวกเขาจะนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ชายชอบผู้หญิง เป็นเกย์ เป็นไบ หรืออื่นๆ คนจำนวนมากมักเกิดความสับสนต่อตัวตนทางเพศของตนเองหลังถูกล่วงละเมิด ผู้ชายที่ชอบผู้หญิงบางคนกลัวว่าการถูกผู้ชายละเมิดจะทำให้ตัวตนของเขาเปลี่ยนไป หรือกลัวว่าตนได้สูญเสียความเป็นชาย ตามความหมายที่สังคมทั่วไปนิยามเอาไว้

ผู้ชายที่นิยามความเป็นชายตามมาตรฐานสังคมมักกลัวคนอื่นๆ จะคิดว่าเขาเป็นเกย์ เลยมักเก็บซ่อนเรื่องที่ตนถูกล่วงละเมิดเอาไว้ ส่วนผู้ชายที่เป็นเกย์หรือเป็นไบบางคนก็ไม่มั่นใจว่ารสนิยมทางเพศของตนมีผลมาจากการถูกล่วงละเมิดในอดีตหรือไม่

จริงๆเด็กคนหนึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตเละนิยามตัวเองว่าเป็นเกย์ แต่พอถูกละเมิด เขาจะสับสนว่าว่าความเป็นเกย์ของตนเองนี้เป็นเอง หรือเพราะตอนเด็กเราถูกละเมิด แทนที่จะรู้สึกว่าฉันเป็นเกย์เพราะฉันเป็นเกย์ กลับต้องสงสัยว่าตกลงฉันถูกทำให้เป็นหรือฉันเป็นของฉันเอง

เด็กผู้ชายที่ถูกละเมิดโดยผู้ชาย มักสงสัยว่าเป็นเพราะตัวเขาเองมีความดึงดูดทางเพศต่อผู้ชายหรือเปล่า นี่เป็นเรื่องเศร้าที่การละเมิดในเด็กได้ขโมยอิสรภาพในการค้นหารสนิยมทางเพศของตัวเองไปจากเด็กคนหนึ่ง

ความเชื่อผิดๆ ข้อ 6 – ผู้ชายที่ถูกผู้หญิงล่วงละเมิดนี่โชคดีจริงๆ

ความเชื่อนี้คล้ายกับข้ออื่นๆ ตรงที่เกิดจากภาพจำต่อ “ความเป็นชาย” ที่เราเรียนรู้มาจากสังคมของเรา เพราะไม่เพียงแต่ผู้ชายก็มีโอกาสที่จะถูกละเมิด การที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง โดยเฉพาะกับคนที่อายุมากกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างความเป็น “แมน” เสมอไป

ขออนุญาตบอกอีกครั้งว่า ความสับสนนี้เกิดจากการโฟกัสที่ “เพศและสถานะของผู้กระทำ” มากกว่าข้อเท็จจริงที่ว่า “นี่คือการล่วงละเมิดทางเพศ”

ในความเป็นจริง การล่วงละเมิดทางเพศไม่เคยสร้างประสบการณ์เชิงบวกให้แก่ใคร ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นโดย พี่สาว เพื่อนพี่ เพื่อน พี่เลี้ยง เพื่อนบ้าน ป้า แม่ ครู เจ้านาย รุ่นพี่ หรือผู้หญิงที่มีอำนาจมากกว่าผู้ชาย อย่างน้อยมันได้สร้างความสับสนและความรู้สึกไม่ปลอดภัยและมันทำร้ายความเชื่อมั่นของคนคนนั้นในระยะยาว

เกย์ที่เคยถูกผู้หญิงล่วงละเมิดทางเพศ มักเกิดความสับสนต่อสถานะทางเพศต่อตนเอง เช่น สงสัยว่าตนจะชอบผู้หญิงหรือไม่ หรือสงสัยว่าทำไมถึงถูกเลือกโดยผู้หญิง ก็คล้ายๆกับข้อที่แล้วที่เราบอกว่าคนคนนึงควรมีตัวตนทางเพศโดยอิสระ

การถูกล่วงละเมิดและถูกใช้เป็นวัตถุทางเพศไม่ว่าโดยคนเพศไหนก็เป็นเรื่องที่ไม่โอเค

 

ความเชื่อผิดๆ ข้อ 7 – ผู้ชายที่ถูกละเมิดตอนเด็กมักมีปม และไปละเมิดคนอื่นต่อในอนาคต

นี่เป็นความเชื่อที่อันตรายมากๆ เพราะมันได้สร้างความกลัวในผู้ชายและในเด็กผู้ชาย เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดมักกังวลว่าตัวเองจะไปละเมิดคนอื่นต่อ หรือตนเองจะเป็นอันตรายต่อคนอื่นๆ น่าเศร้ามากที่ผู้ชายที่เปิดเผยว่าตนเคยถูกละเมิด มักถูกมองเป็นคนที่ “มีโอกาสเป็นคนร้าย” มากกว่าคนที่ “ต้องการแรงสนับสนุน” 

เป็นเรื่องจริงที่ แม้คนที่ล่วงละเมิดทางเพศในเด็กส่วนมากมักมีประวัติถูกล่วงละเมิดมาก่อน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเหยื่อที่ถูกละเมิดจะกลายเป็นคนร้ายในอนาคตเสมอไป คนส่วนมากไม่ได้เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อได้รับความช่วยเหลือและได้รับการสนับสนุน

เราเข้าใจถ้าคุณเคยเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่มันอันตรายและสร้างความทุกข์อย่างมาก เราต้องก้าวข้ามความเชื่อนี้ไปให้ได้

  • เหล่านี้คือความเชื่อที่เราซึบซับมาตั้งแต่เด็ก และเป็นความเชื่อที่แข็งแรงขึ้นเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ชายและเด็กผู้ชายจำนวนหนึ่งจึงเป็นทุกข์จากความเชื่อเหล่านี้
  • สังคมก็เชื่อเช่นนี้ และสอนให้เด็กเชื่อเช่นนี้มาอย่างน้อยหลายสิบปี ผู้ชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้รับความช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการ หรือถูกเมินเฉย
  • นานมาแล้วที่ผู้ชายและเด็กผู้ชายได้รับประสบการณ์ทางเพศที่ไม่พึงประสงค์และไม่เป็นธรรมจากคนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ การมีความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้เราเข้าใจและอยู่เคียงข้างคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้
  • นานมาแล้วที่สังคมของเราเชื่อเรื่องพวกนี้ จนทำให้คนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือในเวลาที่เหมาะสม คนจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อย จึงลงเอยด้วยการทำร้ายคนอื่นต่อ
  • นานมาแล้วที่เราเชื่อเรื่องพวกนี้ และมันทำให้ความเชื่อที่ถูกต้องอ่อนกำลังลง คุณจะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้ผู้บริสุทธิ์ “ยอมรับความผิด” ที่พวกเขาไม่ได้ก่องั้นหรือ? การล่วงละเมิดทางเพศไม่เคยเป็นความผิดของคนที่ถูกละเมิด ส่วนคนที่ละเมิดมักทราบดีและใช้ความเชื่อเหล่านี้เป็นข้ออ้างในการทำผิดต่อคนอื่นๆ
  •  การล่วงละเมิดทางเพศ เป็นความผิดของผู้กระทำผิด และเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้ทำลงไป
  • เมื่อมีใครสักคนถูกล่วงละเมิดทางเพศ เราควรโฟกัสที่การช่วยเหลือและสร้างความเป็นธรรม การโฟกัสไปที่เพศของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำไม่มีประโยชน์ และยังเป็นการสร้างอคติอีกด้วย

 

หากคุณต้องการปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำ

คุณสามารถปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชาย เพื่อนำมาสู่การยุติความรุนแรง โดยเปิดสายด่วนให้คำปรึกษารับเรื่องราวร้องทุกข์ ผ่านหมายเลขโทร. 0-2513-2889 ทุกวันพุธ พฤหัส และวันศุกร์ โดยอาสาสมัครที่ได้รับการอบรม

 


ต้นฉบับ อ้างอิงจาก : Adapted and expanded from an online piece by Ken Singer. https://1in6.org

แปลโดย : Nattanan W, nanaaa

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s