ทำไมมุกตลกข่มขืนถึงไม่ตลก

มีสองเรื่องง่ายๆ ที่อยากให้เข้าใจ 1) ผู้กระทำผิดคิดอะไรอยู่ การละเมิดทางเพศส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้าที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา แต่เกิดจากคนรู้จัก/ใกล้ชิด และพวกเขามักตัดสินใจละเมิดอย่าง “มีเหตุผลเข้าข้างตัวเอง” มารองรับเช่น มองว่าอีกฝ่ายไม่ได้ปกป้องตัวเองมากพอจึงเป็นสาเหตุ (ละเมิดคนเมา/ละเมิดคนนุ่งสั้น/ละเมิดคนที่เดินในซอยเปลี่ยว) มองว่าอีกฝ่ายจะต้องชอบตัวเองในท้ายที่สุด (ในคนที่กำลังจีบกัน/ในคนที่มั่นใจในสถานะของตัวเองมากๆ เช่น มีฐานะ มีอิทธิพล หรือมีหน้าตาที่ดี) มองว่าอีกฝ่ายเป็นสาเหตุของการตัดสินใจ (ต้องการแก้แค้น/มองว่าอีกฝ่ายยั่วก่อน/มองว่าอีกฝ่าย) มองว่าสถานการณ์บังคับให้ตนต้องตัดสินใจเช่นนั้น (ตัวเองไม่มีสติ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้) ใช้โครงสร้างทางอำนาจหรือความสัมพันธ์ ขู่ให้กลัวว่าถ้ามีปัญหากัน เรื่องอื่นๆของเหยื่อจะพังทลาย (ครูลวนลามนักเรียน/สามีฝืนใจภรรยา/เจ้านายกับลูกน้อง/รุ่นพี่รุ่นน้อง/เพื่อนกับเพื่อน/ญาติ/โค้ชกับนักกีฬา/ฯลฯ) มีน้อยเหลือเกินที่จะเป็นคนแปลกหน้าโรคจิต คนละเมิดส่วนมากเชื่อว่า “ตนเองทำสิ่งนี้ได้ เพราะอีกฝ่ายเป็นสาเหตุในการตัดสินใจให้ตนทำแบบนี้”   2) เมื่อถูกละเมิดแล้วมีอุปสรรคอะไร กระบวนการยุติธรรมไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากในตัวเองขนาดนั้น และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คนที่ตัดสินใจเข้าแจ้งความหรือต่อสู้จำนวนมากได้เปลี่ยนทัศนคติจากผู้ถูกกดขี่เป็นผู้ที่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง สิ่งนี้เป็นหัวใจของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ขัดขวางการก้าวข้ามกลับเป็น “ความกังวลของคนรอบข้าง” ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า คนที่ถูกละเมิดมักเลือกปรึกษาเพื่อนหรือคนรู้จักก่อนเป็นอันดับแรก โดยปกติแล้วเพื่อนหรือคนรู้จักย่อม “ไม่มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม” และใช้ common sense ในการแนะนำ ทั้งนี้ common sense ของคน มาจากสื่อที่เสพ มาจากสิ่งที่สังคมเชื่อ…

Tea / Consent Analogy : จิบชาว่าด้วยคอนเซ้นท์

     เข้าใจคอนเซ้นแบบง๊ายง่าย by Nattanan Warintarawet      คงเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจไม่น้อย เวลาจะถามใครสักคนว่า “อยากมีอะไรกันมั้ย” การสื่อสารเรื่องเพศกันอย่าตรงไปตรงมากลายเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าปีนเขาเอเวอเรสต์ เวลาจะพูดแต่ละทีก็ใส่โค้ดลับกันยิ่งกว่าเข้ารหัสอินิกม่า แม้จะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร (ก็แหม หนังสือเรียนสุขศึกษาบอกว่ามีอารมณ์ทางเพศให้ไปเตะบอลนี่! ) แต่ถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มกันจริงๆ ก็คงจะไม่มีใครเดินออกจากห้องไปสนามบอลระงับอารมณ์ หลายคนเลยอาจใช้วิธีมโนร้อยแปดตลบ มองตาก็รู้ใจ แค่สบตาก็รู้แล้วว่าสมยอม หรือพออีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ ไม่มีสติพอที่จะพูดก็เออออห่อหมกไปว่าอีกฝ่ายตกลง การจินตนาการล้านแปดยิ่งกว่าขูดเลขใบ้หวยกลับกลายทำให้การสื่อสารผิดพลาด นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศที่สร้างบาดแผลโดยไม่รู้ตัว

เราช่วยป้องกันการละเมิดได้อย่างไร?

เชื่อหรือไม่ว่าเหยื่อหลายคนรอดมาได้เพราะคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย “ก่อนเกิดเหตุ” เราขอแนะนำให้คุณรู้จักวิธีป้องกันการล่วงเกินทางเพศทีเรียกกันว่า “Bystander Intervention”

พ่อแม่จะสนับสนุนลูกได้อย่างไร ?

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เราดีใจที่คุณอยู่ตรงนี้! เราเข้าใจว่าการเตรียมการช่วยเหลือคนที่เรารักเผชิญกับสิ่งที่ตามมามันยากเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ และเราขอขอบคุณที่คุณอยู่ตรงนี้เพื่อพวกเขา

ในผู้ชายล่ะ ?

“ผู้ชายไม่เจอหรอก” คุณอาจเคยพูดประโยคพวกนี้ก็ได้

เซ็กซ์ตอนเมา?

ความสัมพันธ์คลุมเครือแบบนี้นี่มันอะไร??? มาดูกันดีกว่าว่าเมาแล้วเป็นอะไรได้บ้าง