ผลกระทบจากการกล่าวโทษเหยื่อ

การถูกกล่าวโทษสามารถสร้างผลกระทบที่รุนแรงมากต่อคนที่เป็นเหยื่อของการข่มขืนเหยื่อจะประสบกับความสูญเสียทางความปลอดภัยของตนเอง สูญเสียการควบคุมตนเองและเกิดความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในจิตใจเพราะว่าการถูกกระทำทางเพศมันคือการกระทำที่ฝืนและทำลายอีกฝ่ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อเกิดการลวงละเมิดและถูกกระทำโดยความรุนแรง เหยื่อทุกคนต่างได้รับความรู้สึกแย่ที่ส่งผลแตกต่างกันออกไป “บุคคลนั้นย่อมประสบกับความละอายหลังจากถูกกระทำทางเพศ ยิ่งในเด็ก พวกเขามักจะโทษตัวเองเวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” เบเวอร์ลี่ เอ็นเจล นักบำบัดด้านการสมรสและครอบครัวจากโลสโอโซส แคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวไว้ “พวกเขาจะโทษตัวเอง ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในความผิดอะไรเลยนั่นเป็นวิธีการทำงานทางจิตของเด็ก” อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่เองก็ประสบกับความละอายได้ไม่ต่างจากเด็กและมีหลายๆคนที่ถูกทำร้ายมาและถูกกล่าวโทษต่อโดยสังคมกับความเจ็บปวดที่พวกเขาอดทนมานานและมันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การกล่าวโทษเหยื่อเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ส่งผลทางตรงต่อความเจ็บปวดทางจิตใจในคนที่พยายามก้าวผ่านอุปสรรคที่ได้พบมาจากการถูกข่มขืน ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวอีกว่าปัญหาที่เกี่ยวกับด้านจิตใจนั้นมักจะก่อให้เกิดปฏิกริยาตื่นตัวทันทีทันใดแก่ผู้ที่เป็นเหยื่อเมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องที่ตนเองพบเจอ พวกเขาจะมีปฏิกริยาที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากๆ นั่นทำให้การพูดเปิดใจในเรื่องการถูกกระทำเป็นเรื่องยาก ไม่สามารถพูดถึงอารมณ์และจิตใจของตนที่แปรปรวนได้และยังทำให้คนๆนั้นไม่กล้าที่จะเข้าไปรับการรักษาในโรคซึมเศร้าและสภาวะความเครียดที่ส่งผลจากการถูกกระทำอีกด้วย มีการศึกษาโดยนักวิจัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการนั่งฟังเหยื่อทั้งหมด 8 คน และสามารถจับจุดได้ว่าพวกเขาจะหยุดเปิดเผยเรื่องราวของตนเองหากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ 1) การแสดงท่าทีที่ติดลบของผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ให้คำปรึกษาทำให้เหยื่อสงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปมันถูกต้องแล้วหรือไม่2) ปฏิกิริยาที่ไม่ดีจากทางบ้าน ครอบครัว เพื่อน ทำให้เหยื่อรู้สึกละอายและโทษตนเองกับเรื่องที่เกิดขึ้น3) ความเคลือบแคลงใจในตัวเหยื่อเอง ว่าสิ่งที่ตนได้ประสบมานั้นมันเข้าข่ายกับสิ่งที่เรียกว่า “การข่มขืน” หรือไม่เหยื่อต้องพบเจอสภาพแวดล้อมที่กดดันหลังจากผ่านเรื่องเลวร้ายมาได้ ซึ่งนั่นทำให้เหยื่อปรับตัวยากแต่มันจะยากขึ้นไปอีกถ้าพวกเขาได้เจอกับการกล่าวโทษในสังคม การกล่าวโทษเหยื่อทำให้ภาวะเครียดของคนๆนั้นย่ำแย่ลงไปอีก บวกกับไปซ้ำเติมความละอายใจ ทำให้คนๆนั้นถอยห่างออกจากความรู้สึกตนเองและทำให้ยากที่จะประติดประต่อมันกลับคืนมารวมถึงยากที่จะสานสัมพันธ์กับผู้ที่อยู่รอบข้างตนเองอีกด้วย #ThaiconsentIntern The Dangerous Effects of Victim-Blaming https://health.usnews.com/wellness/articles/2016-04-19/the-psychological-impact-of-victim-blaming-and-how-to-stop-it Victim Blaming

Why Do People Blame the Victim ?

ทำไมคนเราถึงโทษเหยื่อ ? ในปัจจุบันเราสามารถเห็นการโทษเหยื่อได้โดยทั่วไปในโซเชียลมีเดีย การพูดถึงเหยื่อในกรณีต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้น การตั้งคำถาม การตีตรา หรือการกล่าวโทษถึงเหยื่อนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมจริงหรือ เราสนใจผิดประเด็นไปหรือไม่ หากจะมุ่งไปสนใจว่าเหยื่อทำแบบนั้นทำไมหรือนำตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์นั้นทำไม เราควรไปสนใจที่ตัวผู้กระทำผิดดีกว่าไหม การกล่าวโทษเหยื่อมีที่มาจากการที่ไม่รู้ไม่สนใจอันเนื่องมาจากการที่คิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเรา ความใจแคบ หรือการที่รู้สึกว่าตนเองนั้นเหนือกว่าเหยื่อ การที่เรากล่าวโทษเหยื่อเป็นการทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่มีความสำคัญและเป็นการลดทอนความผิดของผู้กระทำความผิด การกระทำเหล่านี้ทำให้เหยื่อไม่ต้องการและไม่กล้าที่จะออกมาพูดหรือแจ้งความเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพวกเขา นอกจากนี้สาเหตุของการโทษเหยื่อเป็นเพราะยังมีความเชื่อที่ว่าโลกนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ ผู้คนดีๆ คนดีมักได้รับความดีตอบกลับ สิ่งดีๆ มักจะเกิดขึ้นกับคนดีๆ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ถูกสอนและปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก และการเชื่อว่าโลกนี้มีความยุติธรรม การเชื่อว่าการกระทำของตัวเราส่งผลต่อสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา แต่ถึงเราจะคิดว่าาเรื่องดีๆ มักเกิดกับคนดีหรือเรื่องร้ายๆ มักเกิดกับคนที่ไม่ดีแต่เราก็รับรู้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับคนทุกคนไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ดีก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือการทำความเข้าใจและตระหนักต่อโลกใบนี้อย่างผิวเผิน ดังนั้นการกล่าวโทษเหยื่อจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องกันตัวเองและเป็นการดำรงไว้ซึ่งความคิดและมุมมองที่ว่าโลกนี้ดี เพื่อปลอบใจตัวเองว่าเรื่องร้ายๆ จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือการลดทอนชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีหรือความสุขของผู้อื่นเพื่อตัวเราเองและทำให้คนที่กล่าวโทษเหยื่อรวมถึงคนที่ขาดการพิจารณามองไม่เห็นว่าความผิดเป็นของผู้กระทำความผิด ไม่ใช่เหยื่อ ผู้ที่มีประสบการณ์จากการถูกคุกคามทางเพศหรือผู้ที่ผ่านการถูกกระทำความรุนแรงทางเพศมานั้นจะรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของการถูกกล่าวโทษและตำหนิ ในความเป็นจริงแล้วการที่จะเกิดการตำหนิหรือกล่าวโทษเหยื่อนั้นอยู่ในจิตใจของมนุษย์และมีความยึดมั่นในความคิดนี้มากกว่าที่เราจินตนาการไว้เสียอีกเป็นเพราะว่าความคิดและการกระทำที่จะกล่าวโทษหรือตำหนิอาจจะถูกวางไว้ในจิตใจของมนุษย์ในระดับพื้นฐานอยู่แล้ว เราสามารถหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษผู้อื่นได้ โดยเพิ่มความเห็นใจ ใส่ใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น หากคุณเคยเป็นคนที่เคยกล่าวโทษผู้อื่น คุณสามารถหยุดการกระทำนี้ได้ หากเราพิจารณาและมีเหตุผลอย่างแท้จริงจะรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งร้ายๆ ที่เกิดขึ้นและอาจคิดได้ว่าท้ายที่สุดเหตุการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับตัวเอง #ThaiconsentIntern https://www.psychologytoday.com/us/blog/supersurvivors/201803/why-do-people-blame-the-victim

วัฒนธรรมการโทษเหยื่อในห้วงประวัติศาสตร์โลก

การโทษเหยื่อ (Victim Blaming) เป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อยในกรณีความรุนแรงทางเพศสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการข่มขืน (Rape Culture) ที่สามารถพบเจอได้ทั่วทุกมุมโลก เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาโดยฉับพลันทันใดแต่มีลักษณะที่เป็นพลวัตขยับไปมาตามช่วงเวลาที่เปลี่ยน ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (socialization) ที่ส่งผ่านกันมาเรื่อยๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ลูกได้รับจากพ่อ-แม่ ในขณะเดียวกัน พ่อและแม่ก็ได้รับจากปู่-ย่า-ตา-ยาย ดังนั้นเมื่อวัฒนธรรมเป็นผลพวงของการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นแล้วการโทษเหยื่อในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมก็เช่นกัน มันมีที่มาที่ไป… ย้อนกลับไปเมื่อ 4000 ปีที่แล้ว สมัยบาบิโลนโบราณ (The ancient Babylon) มีการใช้ชุดกฎหมายกว่า 3000 ข้อ ปกครองดินแดนเมโสโปเตเมีย กฎหมายชุดนี้มีชื่อว่า ‘ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi)’ หากยังนึกไม่ออกให้ลองนึกถึงประโยค ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ซึ่งเป็นกฎข้อหนึ่งในชุดกฎหมายดังกล่าว กฎหมายชุดนี้ได้กำหนดกฎระเบียบต่างๆในสังคม ไล่ตั้งแต่ระดับการลงโทษของคนแต่ละชนชั้นไปจนถึงข้อกำหนดที่ว่า เราควรจ่ายเงินให้คนขับวัวเท่าไหร่ดี นอกจากนี้กฎหมายชุดนี้ยังพูดถึงผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศไว้ด้วยเช่นกัน ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีระบุไว้ว่า ผู้หญิงพรหมจรรย์เป็นทรัพย์สมบัติของบิดา หากเธอโดนข่มขืนให้ประหารคนข่มขืน (the rapist) เธอเสีย ข้อกำหนดดังกล่าวดูเหมือนจะก้าวหน้าและมีบทลงโทษรุนแรงแต่อย่าลืมไปเสียว่าผู้หญิงถูกปฏิบัติในฐานะที่เป็นทรัพย์สมบัติของผู้ชาย นอกจากนี้หากเธอโดนล่วงละเมิดทางเพศในขณะที่แต่งงานแล้ว กฎหมายดังกล่าวระบุว่าเธอจะต้องถูกประหารชีวิตพร้อมกับคนที่ข่มขืนเธอ ด้วยการมัดแล้วจับถ่วงน้ำโดยมิจำเป็นต้องพิจารณาถึงความยินยอมพร้อมใจ (consent) ของเธอเลย มาดูสมัยใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย……

What is Victim Blaming ?

การโทษเหยื่อคืออะไร ? คุณรู้จักคำว่า Victim Blaming ดีแค่ไหน การโทษเหยื่อคืออะไรคุณเป็นส่วนหนึ่งในการโทษเหยื่อหรือเป็นผู้ที่ถูกกล่าวโทษอยู่หรือเปล่าและหากคุณเคยประสบกับคำกล่าวโทษหรือตำหนิ คุณรู้ตัวหรือไม่ว่าคุณกำลังตกเป็นเหยื่อ คำว่า Victim Blaming มักจะใช้ในบริบทของการข่มขืนหรือการคุกคามทางเพศแต่ก็สามารถใช้ในอาชญากรรมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การฆาตกรรม การลักพาตัว และการโจรกรรมเมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้นผู้คนมักพุ่งความสนใจไปที่เหยื่อมากกว่าผู้กระทำความผิดโดยผู้คนมักจะคาดเดาและตั้งคำถามถึงสิ่งที่เหยื่อควรจะทำเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นกับตน ผู้คนมักคิดว่าเหยื่อจะต้องมีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปหรือมีทางเลือกอื่นๆเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดอาชญากรรมหรือเหตุการณ์ร้ายๆ สถานการณ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นการตำหนิเหยื่อ เช่น การตำหนิเหยื่อที่ถูกข่มขืนว่าแต่งตัวยั่วยุการตั้งคำถามว่าเหยื่อแต่งตัวอย่างไรในเวลาเกิดเหตุ หรือในบางกรณีที่เหยื่อเมา การบอกว่าเหยื่อปล่อยให้ตัวเองเมาเกินไปก็เป็นการตำหนิเหยื่อเช่นกัน การโทษเหยื่อบางครั้งไม่ได้โจ่งแจ้งนัก อาจเป็นคำพูดที่แฝงการตำหนิไว้โดยนัยและการโทษเหยื่ออาจเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจและอาจจะไม่ทันคิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือการโทษเหยื่อ เวลาที่เกิดอาชญากรรมขึ้นแล้วคิดว่า “ ถ้าเป็นฉัน ฉันจะระวังตัวเองให้มากกว่านี้ “ “ ถ้าเป็นฉันฉันจะป้องกันตัวเองด้วยวิธีต่างๆ “ หรือ “ สิ่งนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉัน “ คำพูดเหล่านี้คือการโทษเหยื่อและผู้พูดอาจจะพูดโดยที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะโทษเหยื่อ นอกจากคำพูดหรือคำถามที่แฝงไว้ด้วยการตำหนิเหยื่อแล้วยังมีอย่างอื่นที่ก่อให้เกิดการโทษเหยื่ออีกด้วย เช่น การสอนให้เด็กผู้หญิงระวังตัวเอง การสอนให้เด็กผู้หญิงรู้จักรักนวลสงวนตัว สิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังแก่เด็กผู้หญิงมาทุกยุคทุกสมัยและเมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้นผู้คนจะมุ่งไปสนใจที่ตัวเหยื่อและคิดว่าเหยื่อไม่ได้ปกป้องตัวเองมากพอแทนที่จะไปสนใจที่ผู้กระทำผิด และเมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้นไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงใดๆ ก็ตาม ผู้คนมักจะมุ่งความสนใจไปที่เหยื่อมากกว่าผู้กระทำความผิด ไม่ว่าเหตุการณ์ร้ายๆ จะเกิดขึ้นกับใครก็ไม่มีใครสมควรถูกกล่าวโทษทั้งนั้น สิ่งที่เราควรกล่าวหาความผิดควรเป็นผู้กระทำความผิดไม่ใช่เหยื่อและหากคุณรู้ตัวว่าพฤติกรรมของคุณเข้าข่ายการกล่าวโทษหรือตำหนิเหยื่อ จงหยุดพฤติกรรมเหล่านั้นและโปรดส่งต่อความรู้ความเข้าใจต่อบุคคลอื่นเพื่อช่วยกันลดและป้องกันการโทษหรือตำหนิเหยื่อ #Thaiconsentintern https://www.goodtherapy.org/blog/psychpedia/victim-blaming

แผนภูมิ รากฐานของการข่มขืน

สงสัยไหมว่า ทำไมคนถึงข่มขืน ทำไมการโทษเหยื่อถึงไม่ดี รากฐานของความรุนแรงทางเพศ คืออะไร? เราเลยแปลชาร์ตมาจากองค์กร 11thPrincipleConsent และเขียนให้เข้าใจง่ายกับบริบทของบ้านเราอีกที รากฐานของการข่มขืน หมายถึง ชุดความคิดที่ทำให้เราเข้าใจว่าเวลาคนคนนึงตัดสินใจใช้ความรุนแรงกับคนอีกคน ความคิดของเค้าก่อรูปมาจากอะไร เพราะหลายครั้งคนที่ข่มขืนไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำเรื่องเลวร้าย เค้าอาจคิดจริงๆ ว่าสิ่งที่เค้าทำมันปกติเพราะ “ใครๆ ก็ทำกัน” 👉 ซ้ำร้ายคือ ในคนที่ลงมือข่มขืน มักไม่คิดว่าตัวเองกำลังข่มขืนอีกฝ่ายถ้าตัวเองไม่เห็นสัญญาณต่อสู้หรือไม่เห็นการปฏิเสธอย่างรุนแรง (ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่มีสติ เอาแค่ยืนเองยังยืนไม่ได้ก็ตาม) 👉 รู้มั้ยว่านักข่มขืนหลายคนไม่รู้สึกว่าได้ทำผิดต่อเหยื่อ แต่คิดว่าตัวเองโชคไม่ดีที่โดนจับได้หรือเหยื่อไม่ยอมเงียบแบบที่เหยื่อคนอื่นมักจะทำกัน 👉 นักข่มขืนอาจรู้สึกผิดต่อพ่อแม่ ต่อองค์กร เพราะการโดนจับได้และถูกประนามเป็นการทำร้ายอนาคตตัวเองหรือทำให้เสียชื่อเสียงโดยตรง แต่ย้ำอีกครั้ง “ไม่รู้สึกผิดต่อเหยื่อ” เพราะคิดว่าใครๆ ก็ทำกัน แต่ตัวเองซวยที่โดนจับได้แค่นั้นเอง อะไรทำให้คนคนนึงถึงคิดว่าตัวเองข่มขืนคนอื่นได้ ????? 👁ในปิรามิดความรุนแรงนี้อธิบายว่า ความรุนแรงมีหลายระดับ ระดับบนสุดคือความรุนแรงที่มองเห็นได้ง่าย เพราะเกิดความเสียหายแก่ร่างกายหรือชีวิตของเหยื่อ ส่วนปิรามิดลำดับล่างๆ ลงมา เป็นความรุนแรงที่ไม่ได้เห็นด้วยตา แต่สร้างความเสียหายแก่ “อำนาจในตัวเอง” “คุณค่าในตัวเอง” และลำดับล่างสุดคือสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนเรียนรู้ว่า “ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ” จนกล้าที่จะตัดสินใจกระทำการในขั้นบนๆ ได้ในที่สุด 👁 แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่เล่นมุกตลกข่มขืนจะเป็นคนที่ข่มขืนคนอื่นเสมอไป…

เมื่อเรื่องเพศถูกใช้ขัดขวางผู้หญิงในอำนาจ

“การโจมตีด้วยเรื่องทางเพศ” เป็นหนึ่งในความรุนแรงที่มักใช้ขัดขวางผู้หญิงในอำนาจหรือผู้หญิงที่เป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูด การกระทำ ไปจนถึงการละเมิดความเป็นส่วนตัว 📉 ผู้ที่ใช้วิธีการเช่นนี้ทำไปเพื่อ…. . . 1) ต้องการให้เป้าหมายไม่ไว้ใจคนหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยหวังว่าเป้าหมายจะชะลอ ชะงัก เปลี่ยนแผน หรือหยุดสิ่งที่เธอกำลังทำ . . 2) บิดเบือนความทรงจำที่สาธารณะมีต่อเป้าหมาย (reputation shifting) เพื่อให้คนพูดถึงเธอในเรื่องเพศมากกว่าสิ่งที่เธอทำ วีรกรรมที่เธอสร้าง . . 3) ข่มขู่ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่คิดจะเข้ามาในอำนาจแบบอ้อมๆ ว่า “เธอเองก็อาจจะเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกัน มันไม่คุ้มเสี่ยงหรอกนะ อย่าเข้ามาเลยดีกว่า หรือถ้าจะเข้ามา ก็จงอยู่อย่างเชื่องๆ” . . ความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องเดียวกับเรื่องอำนาจเสมอ วิธีการเหล่านี้เคยใช้ได้ใน #โลกเก่า แต่ทุกวันนี้ผู้หญิงใน#โลกใหม่ จับมือกันขีดเส้นแล้วว่า …คนที่ต้องละอายคือคนที่ใช้วิธีการเหล่านี้ต่างหาก ….ไม่ใช่เธอ !! . . 🏆 สิ่งที่เราสามารถทำได้ ถ้าเราไม่สนับสนุนวิธีการเหล่านี้ . . 1) แสดงออกว่าคุณไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ละเมิดสิทธิในทุกกรณี . . 2) พึงสำรวจบทสนทนาของตัวเองในที่สาธารณะ ว่าเรากำลังสนับสนุนแผนการของผู้โจมตีหรือเปล่า (กลับไปอ่านข้อ reputation shifing)…

อะไรทำให้พวกเขาล่วงละเมิด?

ทั้งจากปรากฏการณ์ระดับโลกอย่าง MeToo รวมถึงข่าวของผู้มีอำนาจทำการล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงใต้บังคับบัญชาในไทย ทำให้การล่วงละเมิดทางเพศกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงและถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ แต่บทสนทนาเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศนั้น มักเน้นพูดถึงผู้ชายที่มีอำนาจในสังคม เช่น Harvey Weinstein, ผู้บังคับบัญชา, อาจารย์ หรือผู้มีฐานะร่ำรวย แต่พฤติกรรมแบบนี้พบได้แค่ในกลุ่มผู้ชายที่มีอำนาจจริงหรือ? หรือนี่เป็นปัญหาใหญ่กว่าที่เราคิด? งานวิจัยล่าสุดของ องค์กรณ์ Promundo อาจช่วยตอบคำถามนี้ให้เราได้ ในงานประชุม World Economic Forum ประจำปี 2018 ที่ผ่านมานี้ องค์กรณ์ Promundo จากประเทศบราซิลได้รายงานถึงผลการวิจัยภายใต้หัวข้อ Unmasking Sexual Harassment: How Toxic Masculinities Drive Men’s Abuse in the US, UK, and Mexico and What We Can Do to End It (เปิดเผยเบื้องหลังของการล่วงละเมิดทางเพศ: มายาคติความเป็นชายที่เป็นพิษมีส่วนผลักดันให้ผู้ชายในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเม็กซิโก…

Speakout : เมื่อฉันไฟว่กับอาจารย์หื่น

สิงหาคม 2560 นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรเรียกร้องให้เอาผิดอาจารย์ที่ล่วงละเมิดทางเพศ เราอยากรู้ว่าตอนนั้นพวกเธอคิดอย่างไร ตอนนี้คิดอย่างไร มีอะไรจะบอกกับคนทั่วไปบ้าง พอจะสรุปจากต้นจนจบได้ไหมว่าเป็นยังไงบ้าง ในมุมมองของเรา หลังจากที่รู้ตัวเองแล้วว่าถูกอาจารย์อาวุโสคนนี้หลอก ก็รู้สึกแย่กับตัวเองที่มองโลกในแง่ดีเกินไป เราเคยเชื่อมั่นว่าอาจารย์อาวุโสคนนี้เป็นคนดีด้วยภาพลักษณ์ของเขาตั้งแต่เข้าเรียนใหม่ๆ แม้แต่ตอนที่เกิดเหตุการณ์ในห้องพักอาจารย์ (ตอนนั้นเรียนปี 2 แล้ว) ก็ยังเชื่อว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ที่ผ่านมาเรียนกับอาจารย์คนนี้ เขาอบอุ่นใจดี ไม่เคยทำให้เราสงสัยถึงพฤติกรรมใดๆ เราเสียท่าเพราะคิดไม่ถึงจริงๆนะ ตอนนั้นเรารู้สึกกลัวและทำตัวไม่ถูก ได้แต่เดินถอยหนีในตอนที่เขาคะยั้นคะยอให้ถอดเกาะอกและกางเกงให้เปลือยทั้งหมด ตอนที่มหาลัยบอกว่าเอาผิดไม่ได้นี่รู้สึกยังไง การที่สุดท้ายแล้วทางมหาวิทยาลัยประกาศว่า ไม่สามารถดำเนินเอาผิดทางวินัยได้ เนื่องจากเป็นเพียงอาจารย์สอนพิเศษ เราบอกตรงๆว่าโกรธมาก  เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่แค่เราที่โดนอาจารย์คนนี้หลอกไปถ่ายแบบนางในวรรณคดี แต่มีเพื่อนๆ รุ่นน้อง และมีเด็กจากมหาลัยอื่นๆที่โดนอีก เราว่าบุคคลคนนี้ควรเผยชื่อจริง นามสกุล และหน้าตาที่แท้จริงออกมาให้สังคมได้รับรู้โดยทั่วกันว่าเขาไม่มีคุณสมบัติที่คู่ควรต่อการเป็นอาจารย์อีกต่อไป เราว่าการไม่เปิดเผยชื่อ และหน้าตาทำแบบนี้เขาอาจจะไปทำแบบนี้กับเด็กมหาลัยอื่นๆอีกได้ ถ้ามหาวิทยาลัยปล่อยคนแบบนี้แฝงเข้ามาเป็นครูด้วยความไม่รอบคอบแล้วยังปล่อยให้เขาลอยนวลอยู่ในสังคมต่อไปได้โดยไม่มีใครรู้ถึงความอันตราย ทำได้อย่างไร   ตอนที่เจอเหตุการณ์ใหม่ๆ รู้สึกกังวลกับอะไรบ้าง   ทำอะไรไม่ถูกจริงๆค่ะ อ้ำอึ้งยืนตัวแข็งอยู่ในห้อง นึกย้อนกลับไปก็หงุดหงิดตัวเองในความไม่มีไหวพริบ ไม่ทันคน ถ้ารู้แบบนี้น่าจะรีบแต่งตัวแล้ววิ่งหนีออกมาทันที เรากลัวว่ามันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เพราะเขาเอารูปของเราไปล้างที่ร้านล้างรูปทั่วไป ซึ่งหมายความว่าจะมีคนอื่นเห็นภาพของเราในลักษณะโชว์สัดส่วนซึ่งเราไม่ได้เต็มใจและไม่ยินดีที่จะให้ใครเห็น เราโกรธและกังวลใจอยู่ตลอดเพราะอย่างร้ายๆ รูปของเราอาจไปตกอยู่ในมือของคนที่หากินกับเว็บสื่อลามกได้   มีอะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไม่กล้าไปแจ้งความบ้าง…

Speakout : เมื่อฉันถูกแอบถ่าย

เห็ด (นามสมมติ) เป็นนักศึกษาสาวจากสถาบันศิลปะชื่อดังย่านวังท่าพระ สองสามปีที่แล้วเธอถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนแอบถ่ายคลิปตอนอาบน้ำในหอพัก หลังรู้ตัวเธอใช้เวลารวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะเข้าแจ้งความ การขึ้นโรงพักครั้งนี้ทำให้เห็ดค้นพบว่า เห็ดไม่ได้ยอมคนง่ายอย่างที่เพื่อนๆเข้าใจ การไฟท์เพื่อตัวเองครั้งนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติที่เธอมีต่อตัวเองอย่างมาก 1) พอจะสรุปจากต้นจนจบได้ไหมว่า ตอนแรกเรารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ แล้วพอมันจบแบบนี้ เราเปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างไร เรื่องเกิดจาก เราไปกินเบียร์กับเพื่อนผู้ชายคนนึงที่สนิทกันระดับนึง รู้จักกันมานาน เรียนอยู่ในคณะเดียวกันภาคเดียวกัน เราก็ไปกินเบียร์ แล้วมันก็มานั่งเล่นที่ห้องบ่อย ไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้ คุยกันหลายเรื่อง จนเราคิดว่าเราก็รู้จักพอสมควร เราก็ไว้ใจมันอ่ะ แล้วตอนกลับมาก็ฝนตกหนัก เขามาส่งที่หอ แล้วก็กลับหอตัวเองไม่ได้ เลยขอนอนด้วย นี่ก็เออๆก็ได้ ตอนจะนอนก็สร่างหน่อยนิดนึงนะ แต่ง่วงมาก เลยจัดๆเตียงให้เอาหมอนข้างขั้นระหว่างกันไปเลย คือไม่กล้าไล่ให้ไปนอนที่พื้นเพราะยังไม่กวาด นอนไปสักพัก ไม่ค่อยชัวร์นะ รู้สึกเหมือนโดนคลำๆ จับนู่นนี่ นี่ก็แบบละเมอป่าววะ ก็พยายามหันหนีมากกว่าตื่นมาโวยวาย เพราะไม่รู้ว่ามันเมาสติครบป่าว แอบกลัวด้วยเพราะเป็นคนที่ชอบพกมีดพกอ่ะ รู้จักนิสัยดี กลัวตกใจที่เราพรวดพลาดแล้วเอาตัวรอด ตอนนั้นแอบคิดเยอะคิดมาก เลยพยายามหันนี้มากสุดเฉยๆ คิดว่าเออๆพรุ่งนี้ต้องคุยละแบบนี้ (พลาดนะที่คิดแบบนั้น) สุดท้ายก็นอนหลับไป พอตอนเช้าเราต้องรีบไปประชุมกับเพื่อนเรา เราจะรีบอาบน้ำ แต่ด้วยสิ่งที่มันทำเมื่อคืนก็รู้สึกไม่ไว้ใจเลยไล่ๆให้ออกจากห้องไปก่อน เขาก็บอกว่าหากระเป๋าตังไม่เจอเดี๋ยวหาเสร็จแล้วจะออก เราก็เออๆ แล้วก็ขี้เกียจรอ เข้าห้องน้ำไป แล้วสักพักตอนอาบน้ำ…

Speakout : 8 คำถามถึงนุ่น

สิงหาคมที่ผ่านมา นุ่นเรียกร้องมหาวิทยาลัยให้เอาผิดรุ่นพี่ร่วมคณะที่ล่วงละเมิดทางเพศ ตอนนี้รุ่นพี่คนนั้นถูกพักการอนุมัติปริญญาบัตร 1 เทอม – เพจ Thaiconsent เลยฝาก 8 คำถาม เพื่อถามความรู้สึกของเธอ

ทำไมมุกตลกข่มขืนถึงไม่ตลก

มีสองเรื่องง่ายๆ ที่อยากให้เข้าใจ 1) ผู้กระทำผิดคิดอะไรอยู่ การละเมิดทางเพศส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้าที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา แต่เกิดจากคนรู้จัก/ใกล้ชิด และพวกเขามักตัดสินใจละเมิดอย่าง “มีเหตุผลเข้าข้างตัวเอง” มารองรับเช่น มองว่าอีกฝ่ายไม่ได้ปกป้องตัวเองมากพอจึงเป็นสาเหตุ (ละเมิดคนเมา/ละเมิดคนนุ่งสั้น/ละเมิดคนที่เดินในซอยเปลี่ยว) มองว่าอีกฝ่ายจะต้องชอบตัวเองในท้ายที่สุด (ในคนที่กำลังจีบกัน/ในคนที่มั่นใจในสถานะของตัวเองมากๆ เช่น มีฐานะ มีอิทธิพล หรือมีหน้าตาที่ดี) มองว่าอีกฝ่ายเป็นสาเหตุของการตัดสินใจ (ต้องการแก้แค้น/มองว่าอีกฝ่ายยั่วก่อน/มองว่าอีกฝ่าย) มองว่าสถานการณ์บังคับให้ตนต้องตัดสินใจเช่นนั้น (ตัวเองไม่มีสติ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้) ใช้โครงสร้างทางอำนาจหรือความสัมพันธ์ ขู่ให้กลัวว่าถ้ามีปัญหากัน เรื่องอื่นๆของเหยื่อจะพังทลาย (ครูลวนลามนักเรียน/สามีฝืนใจภรรยา/เจ้านายกับลูกน้อง/รุ่นพี่รุ่นน้อง/เพื่อนกับเพื่อน/ญาติ/โค้ชกับนักกีฬา/ฯลฯ) มีน้อยเหลือเกินที่จะเป็นคนแปลกหน้าโรคจิต คนละเมิดส่วนมากเชื่อว่า “ตนเองทำสิ่งนี้ได้ เพราะอีกฝ่ายเป็นสาเหตุในการตัดสินใจให้ตนทำแบบนี้”   2) เมื่อถูกละเมิดแล้วมีอุปสรรคอะไร กระบวนการยุติธรรมไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากในตัวเองขนาดนั้น และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คนที่ตัดสินใจเข้าแจ้งความหรือต่อสู้จำนวนมากได้เปลี่ยนทัศนคติจากผู้ถูกกดขี่เป็นผู้ที่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง สิ่งนี้เป็นหัวใจของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ขัดขวางการก้าวข้ามกลับเป็น “ความกังวลของคนรอบข้าง” ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า คนที่ถูกละเมิดมักเลือกปรึกษาเพื่อนหรือคนรู้จักก่อนเป็นอันดับแรก โดยปกติแล้วเพื่อนหรือคนรู้จักย่อม “ไม่มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม” และใช้ common sense ในการแนะนำ ทั้งนี้ common sense ของคน มาจากสื่อที่เสพ มาจากสิ่งที่สังคมเชื่อ…

Tea / Consent Analogy : จิบชาว่าด้วยคอนเซ้นท์

     เข้าใจคอนเซ้นแบบง๊ายง่าย by Nattanan Warintarawet      คงเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจไม่น้อย เวลาจะถามใครสักคนว่า “อยากมีอะไรกันมั้ย” การสื่อสารเรื่องเพศกันอย่าตรงไปตรงมากลายเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าปีนเขาเอเวอเรสต์ เวลาจะพูดแต่ละทีก็ใส่โค้ดลับกันยิ่งกว่าเข้ารหัสอินิกม่า แม้จะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร (ก็แหม หนังสือเรียนสุขศึกษาบอกว่ามีอารมณ์ทางเพศให้ไปเตะบอลนี่! ) แต่ถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มกันจริงๆ ก็คงจะไม่มีใครเดินออกจากห้องไปสนามบอลระงับอารมณ์ หลายคนเลยอาจใช้วิธีมโนร้อยแปดตลบ มองตาก็รู้ใจ แค่สบตาก็รู้แล้วว่าสมยอม หรือพออีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ ไม่มีสติพอที่จะพูดก็เออออห่อหมกไปว่าอีกฝ่ายตกลง การจินตนาการล้านแปดยิ่งกว่าขูดเลขใบ้หวยกลับกลายทำให้การสื่อสารผิดพลาด นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศที่สร้างบาดแผลโดยไม่รู้ตัว